Boxed / Fluid

ADVERTISEMENT

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

10 เรื่องต้องหยุด!.. หากคุณกำลังมองหาความสุขให้ชีวิต

1. คาดหวังกับทุกเรื่อง แถมคาดหวังมากซะด้วยซิ
2. เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่เสมอ แถมไม่เคยคิดจะพัฒนาตัวเองเพิ่มเลยซะด้วยซิ
3. เป็นพวกคิดลบ มีทัศนคติคับแคบ ตัดสินคนอื่นโดยไม่ดูเหตุผล
4. ชอบเก็บเอาไปคิด มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ แค้นใคร ก็เคืองไปจนวันตาย
5. โลกทั้งใบหมุนรอบตัวเราคนเดียว คนอื่นไม่สนใจ เราต้องมาเป็นอันดับแรก
6. ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่เป็น และไม่ค่อยจะสนใจความรู้สึกคนอื่นด้วย
7. กังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นมากเกินไป
8. ชอบทำให้ตัวเองดูเหนือ โดยการกดคนอื่นให้ต่ำลง
9. โทษคนนู้นที คนนี้ที ตัวเองไม่เคยผิดเลย
10. รีบเร่งตลอดเวลา ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง

Cr. : lifehack and Wealth Creation

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

10 ความจริง ที่มหาวิทยาลัยไม่เคยบอกคุณเมื่อตอนเรียนจบ

1. โลกทัศน์ที่คิดว่าดีแล้ว แท้จริงแล้วมันไม่ได้สมบูรณ์แบบ เพราะโลกมันกว้างกว่าที่เราคิด
2. ความคิดของเราไม่ได้ถูกต้องเสมอไป -- จงเรียนรู้ที่จะรับฟังคนอื่นด้วย
3. เราหยุดเรียนรู้ไม่ได้ ถ้าหยุดคือถอยหลังทันที -- มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด คือ มหาลัยชีวิต
4. ในองค์กรใหญ่ๆ แทบจะทุกหน้าที่สามารถแทนที่ได้หมด เพราะฉะนั้นอย่าหลงกลคิดว่าเราสำคัญสุด ถ้าคุณไม่พัฒนาตัวเองให้คู่ควร ไม่นานก็โดนเตะ!
5. เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งๆ นั้นจริงๆ หรอก -- จงเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง
6. ความสัมพันธ์เริ่มจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการวางตัวสำคัญ!
7. การตัดสินใจของคุณส่งผลกระทบต่อคนอื่นด้วย -- คิดอะไรทำอะไร ต้องรอบคอบ และควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วด้วย
8. วิชาการหาเงินไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด -- เราควรเริ่มต้นเก็บเงินให้เร็วที่สุด
9. เราไม่ได้มีเวลามากพอที่จะทำทุกอย่างที่เราอยากทำได้ -- เพราะฉะนั้นต้องเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน
10. ชีวิตจริงไม่ง่าย -- แต่ถ้าเอาจริง มันก็ไม่ได้ยากเกินไป

Source : lifehack

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2558

5 แนวคิดสร้างชีวิตของมหาเศรษฐีจีน Jack Ma - Alibaba

1. คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตและหาประสบการณ์ชีวิต
"เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงาน แต่เป็นการใช้ชีวิตต่างหากล่ะ" เป็นสิ่งที่หม่าย้ำเสมอเวลาถูกสัมภาษณ์
Life is for experiencing the world and helping out other people
เราเกิดมาเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่มาเพื่อแค่ทำงาน'

2. ทัศนคติ สำคัญที่สุด!
ทุกคนเคยทำผิดพลาด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถรับมือกับความผิดพลาดนั้นได้ เพราะ ทัศนคติของเราไม่มีขนาดเท่ากัน หม่าบอกว่า "ทัศนคติของคุณนั้นสำคัญกว่าความสามารถ" และ "การตัดสินใจของคุณนั้นก็สำคัญกว่าความสามารถ"

3. อย่าสร้างศัตรู
โลกนี้จำไม่ได้หรอกว่าคุณพูดอะไรไป แต่จะไม่ลืมสิ่งที่คุณทำ
หม่าบอกว่า "คู่แข่งไม่ใช่ศัตรู แต่เค้าเป็นเพื่อนของเรา เราสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเพื่อนคนนี้ได้ มิหนำซ้ำยังสามารถท้าทายซึ่งกันและกันเพื่อเพิ่มขีดจำกัดศักยภาพที่มีด้วย"
ความเกลียดจะทำให้คุณพ่ายแพ้!

4. จะรวมคนเก่งไว้ด้วยกัน ต้องมีเป้าหมายที่ตรงกัน
คุณไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนคิดเหมือนกันได้หรอก แต่คุณสามารถทำให้ทุกคนก้าวไปทางเดียวกันได้ด้วยเป้าหมายเดียวกันบางที "ทัศนคติ" ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับ "ความเป็นผู้นำ"

5. ต้องเป็นคนมองการณ์ไกล
เราต้องมองให้ไกลกว่าจุดที่มันเป็น อย่างน้อยก็หนึ่งเก้าเสมอ
หม่าแนะนำให้เราใช้เวลาในการพัฒนาทักษะการคิดเพื่อให้เฉียบคม เพราะหลายครั้งการตัดสินใจที่ดีก็มาจากทักษะการคิดที่ดีและอีกหนึ่งอย่าง คือ "ความรอบรู้"

ถ้าต้องการจะเป็นคนที่น่าเคารพนับถือ อย่างน้อยเราต้องมีความรู้มากกว่าเฉพาะสิ่งที่ทำ และจะดีมากถ้าเราไม่ได้แค่รู้ตื้นๆ

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เทคนิคการออมเงินของคนเยอรมัน

คุณรู้มั้ยคนเยอรมันสอนลูกตัวเองให้เก็บเงินแบบไหนกัน ?
เพื่อนรุ่นพี่ผมมีกิ๊กเป็นชายชาวเยอรมัน ก่อนหน้ามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนไอเดียเรื่องการออมเงินกัน ผมตกใจมากเพราะ "คนเยอรมันส่วนใหญ่ออมเงินถึง 70% ของรายได้"
ใช่! คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ 70% จริงๆ
"เฮ้ยทำได้ไงอ่ะ อีกแค่ 30% มันจะไปพอใช้ได้ไง" ผมเองก็เกิดคำถามแบบคุณขึ้นในใจนั่นแหละ
ในมุมมองของคุณ คำตอบ ของคำถามนี้มีหน้าตาเป็นแบบไหนครับ
เค้าก็หาเพิ่มกันไง! ..ผมยิ่งอึ้ง ง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ
คนเยอรมันบอกว่า ถ้า 30% ที่เหลือจากรายได้มันไม่พอใช้ ตีความง่ายๆ เลยว่า ถ้าเพิ่มรายได้ไม่ได้ ก็ถึงเวลาที่ต้องทำงานเสริม ไม่งั้นไม่พอกิน
นอกเหนือจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนว่าจำเป็นต้องใช้เงินมากน้อยแค่ไหน
มันเยี่ยมมากเลยนะ เพราะบางคนก็ไม่ถนัดหรอกเรื่องการออม ยิ่งอย่างผมอ่ะตัวใช้เงินเลย ให้หาเงินยังสนุกกว่า ถึงแม้วินัยการออมจะสำคัญ แต่เรื่องจริตของเรานั้นสำคัญกว่า ถ้าไม่สังเกตตัวเอง มันก็เหมือนเราว่ายทวนน้ำ ...เอ๊! ทำไมไม่รวยสักทีว้าา
เฮ้ย! ผมว่าเค้าสอนดีอ่ะ หักดิบแบบนี้ซิถึงได้ผล
อย่างนี้สิถึงน่าเอาแบบอย่าง คนเราไม่เห็นต้องตีกรอบให้ชีวิตตัวเองเลย รายได้น้อยก็หาเพิ่มสิ ทำไมต้องอดอย่างเดียว จำเป็นหรอ..
หาทางซิครับ!
อย่าทำตัวแบบทนๆ ไป หยุดใช้ชีวิตแบบคนไม่มีทางเลือก
อยากได้ชีวิตแบบไหน เลือกเอาเลยครับ ก็มันสิทธิของเราหนิ!

Cr. Wealth Creation

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

7 วิธี ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าเพื่อนในรุ่น!

1. ค้นหาความชอบ ความถนัด ของตัวเองให้เร็วที่สุด
2, สนุกที่จะเรียนรู้ใน first-hand experience ทุกครั้ง ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาดไปบ้างก็ตาม
3. รู้จักคนเยอะ มีเครือข่าย network ที่แข็งแรง โดยเฉพาะกับในสายงานที่สนใจและเกี่ยวข้อง
4. มีนิยามความสุขที่ชัดเจน รู้วิธีที่จะทำให้ชีวิตมีสีสันได้โดยไม่ต้องพึ่งอะไรมากมาย
5. ง่าย ไม่ซับซ้อน เพราะมองที่ผลลัพธ์เป็นหลัก
6. ความฝัน-เป้าหมาย สำคัญ!.. เป็นอันดับหนึ่ง
7. อุปสรรค/ปัญหา เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว "อะไรที่เราได้เรียนรู้" สำคัญกว่า "อะไรที่ทำให้เราท้อแท้"

Cr. : Wealth Creation

ทุกคนต่างมุ่งหาความสุข (ลูกโป่ง) ของตัวเอง

ในงานสัมมนาแห่งหนึ่ง ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับลูกโป่งคนละใบ และถูกขอให้เขียนชื่อตัวเองลงบนลูกโป่ง แล้วเอาไปใส่ไว้ในอีกห้องจนเต็ม จากนั้นพิธีกรได้บอกให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา เข้าไปในห้องนั้นแล้วหาลูกโป่งที่มีชื่อตัวเองนำกลับออกมา

ภายใน 5 นาที ห้องนั้นก็เหมือนเกิดจลาจล ทุกคนต่างรีบหาลูกโป่งของตัวเอง เหยียบลูกโป่งคนอื่น ทั้งดึง ทั้งดัน กระทบกระทั่ง ล้มลุกคลุกคลาน สุดท้ายไม่มีใครหาลูกโป่งที่มีชื่อตัวเองอยู่เจอเลย
พิธีกรประกาศให้หยุด แล้วเริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาประกาศให้ทุกคนค่อยๆ หยิบลูกโป่งที่อยู่ตรงหน้า แล้วประกาศเรียกหาเจ้าของชื่อมารับลูกโป่งไป ภายใน 3 นาที ทุกคนได้ลูกโป่งที่มีชื่อของตัวเองครบทุกคน
....................
พิธีกรสรุปให้ฟังว่า สังคมของเราเป็นอย่างนี้ ทุกคนต่างมุ่งหาความสุข (ลูกโป่ง) ของตัวเอง โดยไม่สนใจคนอื่น ไม่เอื้ออาทร ไม่แคร์แม้ต้องเหยียบย่ำความสุขของคนอื่น แต่เมื่อใดที่ทุกคนมอบความสุข (ลูกโป่ง) ให้กับเพื่อนร่วมสังคมก่อนทีละคน ทุกคนจะได้ความสุขเท่าๆ กัน ไม่ตกหล่นแม้แต่คนเดียว

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทุกอย่างอยู่ที่ความคิด

 นั่งเล่นอยู่ดีๆ เจอบทความนี้โผล่ขึ้นมาหน้า Wall FB ก็เลยเอามาแปะไว้

thinking


3 ปีเรียนอนุบาล
6 ปีเรียนประถม
6 ปีเรียนมัธยม
4 ปีเรียนมหาวิทยาลัย

19 ปีเรียนมาเกือบตาย
หมดเงินไปไม่รู้เท่าไร จบมาเป็นขี้ข้าห้องแอร์เงินเดือน 15,000.

เจ้านายก็หน้าหม้อ(บางแห่ง)
เพื่อนร่วมงานแม่งก็ขี้อิจฉ
ไหนจะลูกค้างี่เง่า

ทนๆๆๆๆ
ทนมา3ปี กะจะหาที่ทำงานใหม่
พอได้อ้าว.ว.วว ชิบหาย!!
ที่ใหม่ก็ไม่ต่างจากที่เก่า
เราแค่เปลี่ยนที่ทุกข์

ตื่นมาแทนที่จะได้กินกาแฟอ่านหนังสือที่ชอบก่อน
ต้องรีบร้อนวิ่งไปหาเครื่องตอกบัตร

เที่ยง
อยากกินอาหารร้านโปรดก็ไกล
ทำได้แค่กินข้าวแกงข้างออฟฟิศเพราะกลัวกลับเข้างานไม่ทันเวลา

อยากออกจากงาน วันละ 3 เวลา หลังอาหารก็ทำไม่ได้เพราะ...
ต้องผ่อนรถ ไหนจะค่าบัตรเครดิตอีก2-3ใบ
ลาออกไปมีหวังกลับไปนั่งรถเมลล์เหมือนเดิม

ชีวิตค่อยๆเดินลงทะเล ทีละก้าว
ผ่านไป 10 ปี มีลูกยิ่งต้องระวัง
ตกงานมาไม่ใช่เราคนเดียวที่อดตาย ไปทำงานด้วยความจำยอม
เจ้านายจะโขกสับยังไงก็ต้องทน

แต่ก็แปลกอีกนะ....
เราเจอแบบนี้มา เราก็ดันไป สอนลูกเราต่ออีกว่า "ตั้งใจเรียนนะโตขึ้นจะได้ทำงานดีๆ"

สุดท้ายพอเราตายไป
เราไม่ได้ทิ้งอะไรใว้ให้ลูกเลย

** แต่เราทิ้งลูกจ้างใว้ให้โลกไว้ทำงาน **
** ให้บริษัทคนอื่นให้คนอื่นรวย **
** นั้นคือ ลูกเรา นั้นเอง **

คิดง่ายๆนะ
อาเฮียร้านจักรยาน ตายไป เขาทิ้งกิจการร้านจักรยานใว้ให้ลูก
ลูกรุ่นต่อไปเป็น...เถ้าแก่

ลุงดำ ทำงาน ร้านจักรยานของอาเฮีย ลุงดำตายห่าไป ลุงดำจะมีอะไรทิ้งใว้ให้ลูก?

คนจะรวยคนจะจน
มันไม่ได้ต่างกันที่จำนวนเงิน
มันต่างกันที่วิธีคิด

คุณอยากเห็นตัวเองตอนอายุ 60 เป็นยังไง มันขึ้นอยู่กับการคิดการทำในวันนี้

เลิกทำให้คนอื่นรวย
มาทำให้ตัวเองรวย

แล้วก็อย่ามาโชว์โง่
ด้วยการบอกว่า ค้าขายไม่เป็น
ทำธุรกิจไม่เป็น ออกมาจากท้องแม่ คุณก็ เดิน พูด ไม่เป็น เช่นกัน แต่วันนี้คุณเดิน พูดได้สบายๆ

เรียนรู้ ศึกษา สิครับ
เริ่มจากสิ่งที่ตัวเองชอบอยากทำ
ทำแล้วมีความสุข

แรกๆอาจจะเจ๊ง
เจ๊งก็ช่างมันยิ่งเจ๊งยิ่งเก่ง
เหมือนหัดขี่จักรยานนั้นแหล
ต้องมีล้มบ้าง

เลือกเอา
จะล้มตอนนี้ตอนที่ยังมีแรงลุกได้เร็วหรือล้มตอน อายุ 60 ล้มมานี่ตายเลยนะ ถ้ามัวแต่ รอ รอ รอ.


Credit : YO Thongrek
 
Copyright เปี้ยว All Rights Reserved