Boxed / Fluid

ADVERTISEMENT

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

20 สิ่งใกล้ตัวที่มีค่ามากจนไม่ควรมองข้าม

1. เหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต -- ที่มีอะไรดีๆ อยู่ในนั้นเสมอ
2. เพื่อน -- สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต
3. ครอบครัว -- ความอบอุ่นที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน
4. ความกล้าของเราเอง -- เรื่องอะไรพรรค์นั้นเราทำไปได้ยังไงนะ.. แต่ก็ต้องขอบคุณมันที่ทำให้เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้
5. ความเข้มแข็งที่เรามี -- ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันตลอด ทั้งในช่วงเวลาง่ายๆ รวมถึงช่วงเวลาที่ดูยากเกินไปก็ตาม
6. ความคิดของเรา -- ความหวัง ความฝัน ความรู้สึก ..แทบจะทุกอย่างเริ่มต้นจากความคิด ขอบคุณที่ทำให้เราเป็นเราอย่างในทุกวันนี้ได้
7. ความแข็งแกร่ง -- ความกลัว ความกังวล ความเจ็บปวด.. เราคงผ่านเรื่องราวทั้งหมดมาไม่ได้ ถ้าขาดความแข็งแกร่ง ..ขอบคุณนะ
8. ความรู้สึก -- ถึงมันจะมีทั้งดีและแย่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงยินดีกับมัน ชีวิตคงขาดสีสรรไปเลยถ้าเราไม่มีความรู้สึก
9. สิ่งที่เรารัก -- รอยยิ้ม ความสุข ความสนุก ยังคงมีอยู่ในนี้เสมอ
10. น้ำตา -- ขอบคุณที่สอนให้เรารู้จักความแข็งแกร่งที่แท้จริง
11. ความผิดพลาด -- ขอบคุณบทเรียนแย่ๆ ที่สอนให้เราเก่งขึ้นอยู่เสมอ และยังทำให้เราไม่หยิ่งหรือถือตัวเกินไป.. ว่าไปมันก็ดีเหมือนกันนะ
12. ที่ปรึกษา -- ขอบคุณคำแนะนำดีๆ ที่มีให้แก่กันอยู่เสมอ
13. ความสุข -- ขอบคุณที่ทำให้นอนยิ้มได้ทั้งวัน ขอบคุณเสียงหัวเราะดังๆ ในวันนั้ ..ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย
14. ความผิดหวัง -- ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าเราไม่ใช่จุดศูนย์กลางของจักรวาล
15. อาชีพ -- ขอบคุณโอกาสที่เปิดให้เราได้โชว์ความสามารถ และยังช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งล่ะน่า..
16. ศัตรู -- ขอบคุณแรงผลักดันที่ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
17. ร่างกาย -- ขอบคุณที่ช่วยทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตจนสำเร็จนะ ..เราสัญญาว่าจะดูแลนายให้ดีๆ
18. ความเจ็บปวด -- ขอบคุณที่สอนให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
19. ตัวเลือก -- ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่าโอกาสมีอยู่ทุกที่ และยังเป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนอยู่เสมอว่าการตัดสินใจของเรามีความสำคัญ
20. ตัวเราเองไง -- ถ้าขาดข้อนี้ไป อีก 19 ข้อข้างบนก็คงไม่มีโอกาสได้เกิดขึ้นหรอกจริงมั้ย..

Cr. Wealth Creation

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วางความสำเร็จไว้ข้างหลัง

เคยคิดไหมว่าทำไมองค์กรที่ประสบความสำเร็จมักไม่หยุดที่จะผลิตสินค้าใหม่ๆออกมาเสมอ?
เราเชื่อว่าไม่ว่าใครก็ต้องอยากที่จะประสบความสำเร็จทั้งนั้น ซึ่งความสำเร็จที่ว่า คือการทำในสิ่งที่วางเป้าหมายได้ลุล่วง แต่ในความเป็นจริงแล้วใช่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จทุกคนจะสามารถประคองธุรกิจ ของตนเองให้อยู่ตลอดรอดฝั่งได้

การประสบความสำเร็จนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ มันเหมือนเป็นการให้รางวัลตนเองจากสิ่งที่คุณสร้างมาทั้งหมด เพราะคุณได้ทำตามเป้าหมายที่วางไว้จนสำเร็จ แต่ขณะเดียวกัน การประสบความสำเร็จอาจทำให้เกิดความประมาท หยุดพัฒนา และนั่นจะส่งผลให้ธุรกิจที่คุณทำอยู่เกิดความเสี่ยง
นี่อาจเป็นเหตุผลที่สอดคล้องที่สุดว่าทำไมองค์กรถึงต้องเตรียมรับมือกับความ เสี่ยงจากความสำเร็จของสินค้าตนเอง โดยการผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาเพื่อแบ่งเบาความเสี่ยงในตลาด เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

เช่น ถ้าคุณเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ประสบความสำเร็จ แต่วันหนึ่งประเทศออกกฏหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด นั่นหมายความว่าความสำเร็จของคุณจะล้มครืนลงมาภายในช่วงเวลาเดียว การที่คุณมีผลิตภัณฑ์อื่นในเครือที่ต่างออกไปจะทำให้คุณอยู่รอดต่อได้โดยไม่ กระทบมากนัก

เพราะฉะนั้นเราแนะนำว่าสิ่งที่ควรคิดถึงเสมอเมื่อถึงจุดที่คิดว่าองค์กรของคุณได้ประสบความสำเร็จแล้วคือ

1. ประเมินผลการเติบโตของธุรกิจ และหาเส้นทางเดินหน้าต่อไปในระยะยาว
2. ชื่นชมความสำเร็จ แล้ววางความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง จากนั้นตั้งเป้าหมายต่อไป
3. อย่าหยุดพัฒนาตัวเองและอย่ากลัวที่จะต้องเริ่มกับอะไรใหม่สักอย่าง เพราะนั่นอาจเป็นหนทางที่จะทำให้คุณไม่ล้มเหลวกับความสำเร็จที่คุณสร้างมา

Cr. blacksheep

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คุณอยากรู้ไหม.. อะไรคือสิ่งที่คนสำเร็จหวงแหนมากที่สุด

1. เวลา
แน่นอนเลยว่าเวลาต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง และคำว่าบริหารเวลาก็ไม่ได้หมายถึงวิธีการที่ทำให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้น หากแต่เป็นการจัดการสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
ถ้าคุณไม่สามารถจัดการเวลาที่มีให้บรรลุเป้าหมายเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทางได้ ก็อย่าหวังว่าจะได้เจอกับความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่คุณมองหา
ก็อย่างว่าครับ.. "คนที่บริหารเวลาเป็นคือคนที่บริหารชีวิตเป็น"

2. ความแน่วแน่
ปัญหา คือ เศษเสี้ยวเล็กๆ บนทางเดินที่เราทุกคนจะได้เจอตลอดทาง และหน้าที่ของมันคือการบั่นทอนความตั้งใจของคุณ
เส้นทางอันสวยหรูที่คุณวาดฝันไว้ มันไม่เกิดขึ้นจริงหรอก!..
หยาดเหงื่อ หยาดน้ำตา ความลำบาก คือสิ่งที่คุณต้องแลกมา.. หากคุณขาดความแน่วแน่ที่มั่นคง ก็เป็นเรื่องยากทีเดียวที่คุณจะผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

3. สุขภาพกาย
การที่คุณบอกว่า "งานทีต้องจัดการมันมีมากเกินกว่าที่จะเสียเวลาไปกับการออกกำลังกาย" ..อย่างแรกผมบอกได้เลยว่ามันเป็นข้ออ้าง และในอีกนัยหนึ่งคือคุณยังบริหารจัดการกับสิ่งตรงหน้าได้ไม่ดีพอ
คุณก็แค่ยังไม่เคยเจออาการปวดหัวเข้าขั้นรุนแรง ท้องเสีย แขนขาหมดเรี่ยวแรง และต้องนอนโรงพยาบาลไปหลายวัน ..มันก็เท่านั้นเอง
เสียสละบางสิ่งเพื่อบางสิ่ง ..เป็นอะไรถูกต้องครับ แต่ก็คิดดูว่าสำหรับเรื่องสุขภาพ มันคุ้มค่ามากพอที่คุณจะแลกไปหรือเปล่า.. เปล่าเลย! เราเลือกสองอย่างพร้อมกันได้อยู่แล้ว

4. สุขภาพจิต
ในหนึ่งวัน บางคนเจอกับความเครียด บางคนเจอกับความกดดัน ..หลายคนที่ผมเคยสอบถาม เขาไม่ได้รู้สึกมีความสุขมากมายอะไรกับชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่ก็เฉยๆ
คนทั่วไปมักจะแบกอะไรบางอย่างติดตัวเสมอ และในหลายๆ ครั้งก็กลับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เขาแบกไว้(แต่ไม่รู้)นั่นแหละที่กดความก้าว หน้าเอาไว้อย่างนั้น

5. ช่วงเวลาให้อยู่กับตัวเองเงียบๆ
อย่ามองข้ามเรื่องนี้.. บอกได้เลยหลายคนไม่เคยปล่อยให้ตัวเองได้อยู่กับความเงียบจริงๆ สักครั้ง ..บ้างต้องเปิดทีวี บ้างต้องเปิดเพลง ซึ่งยังไม่ถูกต้องกับหลักการที่ผมต้องการนำเสนอสักเท่าไหร่ครับ
การที่เราจะอยู่เงียบๆ คนเดียว ไม่จำเป็นต้องเป็นบ้าน หรือห้องทำงาน คุณอาจจะใช้เวลาตรงนี้อยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลก ..ปลอดอีเมล์ ปลอดโซเชี่ยล ปลอดเสียงรบกวนใดๆ แล้วใช้เวลาไปกับการคิดและทบทวนกับสิ่งที่เกิดขึ้นและตั้งใจจะให้เกิดขึ้น
ผมการันตีว่า .."ทุกครั้งที่คุณให้เวลากับความเงียบ มันจะเป็นช่วงเวลาที่คุณจะได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่คุณรู้สึกขาดหาย"

6. ความทะเยอทะยาน
หนึ่งโอกาสที่ได้เกิดมา ผมเชื่อว่าเราทุกคนอยากได้อยากมีหลายอย่าง แต่นั่นเป็นเพียงแค่ความต้องการที่ผิวเผินเกินกว่าที่คุณจะใช้เป็นแรงผลัก ดัน
สิ่งที่คนสำเร็จมี และคนที่อยากสำเร็จต้องค้นหาคือ "ความทะเยอทะยาน" ..ผมไม่ได้พูดถึงความโลภที่คุณอยากมีเงินเท่านั้นเท่านี้ แต่กำลังหมายถึง "ความต้องการอย่างแรงกล้าในการก้าวหน้าบนเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง"

Cr.Wealth Creation

คำพูดสุดท้ายจากสตีฟ จ๊อบ

ผมประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านธุรกิจ หรืออาจกล่าวว่าชีวิตผมเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของความสำเร็จ

แต่นอกจากการทำงานแล้ว ผมไม่ได้มีความสุขนัก เพราะในที่สุด ความร่ำรวยก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี

ในขณะนี้ ผมกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียงและพยามยามรำลึกถึงชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมพบว่าความร่ำรวยที่ผมเคยภูมิใจ กลับไม่มีค่าอะไรเลยในช่วงสุดท้ายที่ผมกำลังจะตาย

ในความมืด ผมมองเห็นเพียงแสงสีเขียวและเสียงของเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าความตายใกล้เข้ามาแล้ว

ตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักว่า เมื่อเราร่ำรวยพอแล้ว เราควรหันไปใส่ใจกับเรื่องอื่นๆ บ้าง ซึ่งอาจเป็นสิ่งอื่นๆที่สำคัญ เช่น งานศิลป ที่เราเคยใฝ่ฝันในตอนเด็กๆ

การไม่ยอมหยุดสร้างความร่ำรวย จะทำให้ต้องมีชีวิตเหมือนที่ผมเป็น

พระเจ้าได้มอบความรักไว้ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน
เมื่อผมตาย ผมเอาความร่ำรวยไปด้วยไม่ได้ สิ่งที่ผมจะนำติดตัวไปคือความทรงจำเกี่ยวกับความรักเท่านั้น ซึ่งเป็นความร่ำรวยที่แท้จริงและจะเป็นแสงนำทางให้กับเราต่อไป
ความรักจะติดตามเราไปได้ทุกที่ เพราะมันอยู่ในหัวใจและในมือของเราเอง

เตียงที่แพงที่สุดในโลกก็คือเตียงผู้ป่วย คุณสามารถจ้างคนมาขับรถให้ มาทำงานหาเงินให้ แต่ไม่มีใครมาป่วยแทนคุณได้ สิ่งของใดๆ ที่หายไป เราอาจหาพบได้ แต่เราเอาชีวิตที่เสียไปกลับคืนมาไม่ได้
เมื่อเราเข้าไปอยู่ในห้องผ่าตัด เราจะตระหนักได้ว่า เราใส่ใจสุขภาพของตัวเองน้อยเกินไป แต่เรามักจะรู้ตัวเมื่อสายเกินไปเสมอ
 

จงให้ความรักกับครอบครัว กับคนรัก และเพื่อนๆ หมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองและใส่ใจคนรอบข้างให้มากๆ สิ่งที่พิสูจน์แล้ว เงิน เวลา สุขภาพ  สุขภาพคือสิ่งสำคัญที่สุด  เวลา และเงิน คือสิ่งสำคัญรองลงมา

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

8 สิ่งเล็กๆ ที่คุณสามารถเริ่มได้ในวันนี้ แต่รับรองว่าผลในระยะยาวของมันไม่ธรรมดาแน่!

1. เริ่มลงมือทำอะไรสักอย่างกับเป้าหมายในระยะยาว
สลัดความขี้เกียจที่มี แล้วเริ่มต้นอะไรง่ายๆ กันเลยดีกว่า หยุดเสียเวลากับเรื่องที่คาดคะเนไม่ได้สักทีครับ — ความสำเร็จในระยะยาวมันไม่ได้ยุ่งยากขนาดนั้น ที่ยากกว่าคือการเริ่มต้น อันนี้ผมพูดจริง..

2. เพิ่มเวลานอนให้กับร่างกายถึง 7-8 ชม.ต่อวัน แล้วก็เข้มงวดกับมันซะ
หลายคนเถียง อยากเป็นเถ้าแก่ต้องนอนน้อยๆ ซิ.. ก็แหม เหตุผลในการนอนน้อยของเขากับเราตอนนี้มันต่างกัน แต่ถ้าให้แนะนำ "นอนเยอะๆ" ไปซิ ดีกว่าเห็นๆ — หลายคนไม่รู้ถึงผลเสียในการนอนน้อย ระยะยาวขอบอกว่าน่ากลัวมาก แต่ที่แน่ๆ ถ้าคุณเริ่มต้นตอนนี้ นั่นคือ วินัยและความมีระเบียบ ที่คุณจะได้รับตอบแทนนอกเหนือจากความอิ่มเอมในการนอน

3. เริ่มเก็บเงินเพื่อความต้องการที่คุณอยากได้มากๆ กันได้แล้ว
บางคนบอกคำแนะนำนี้ดูแปลกๆ.. ไม่แปลกหรอกครับ เพราะมันก็เป็นเรื่องยากพอตัวที่คุณจะสามารถอดทนเก็บเงินแรมปีเพื่ออะไร บางอย่างที่บางทีมันอาจจะยังจับต้องไม่ได้ — งั้นเราก็เริ่มอะไรกันง่ายๆ ดูซิครับ.. คุณอยากได้อะไรมากๆ มั้ยล่ะ?.. เก็บเงินซื้อเลย มาเรียนรู้วิธีการอดทน การหาเงิน จากการซื้อของชิ้นนี้ซะ แล้วก็เอาไปใช้กับเป้าหมายชีวิตระยะยาวซะเลย

4. ออกกำลังกายกันได้หรือยัง?
สุขภาพที่ดีสำคัญนะ!.. หลายคนรู้แต่ยังไม่ทำ เพราะคิดว่ายังไม่ถึงเวลา ซึ่งผมก็คงไปบังคับคุณไม่ได้ แต่เอางี้ ผมขอถามคุณอย่างนี้ครับ.. — คุณคิดว่าคนทีจะสามารถดูแลคุณได้ดีที่สุดเมื่อตอนที่คุณแก่แล้ว คือ ใคร ? ...ก็ตัวคุณตอนยังวัยรุ่นไง...

5. หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นซะทีเถอะ
ระหว่าง "ชีวิตของคุณเอง" กับ "ชีวิตของคนอื่น" คุณเลือกอะไรครับ?.. ชีวิตของคนอื่น ความคิดเห็นของคนอื่น.. มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ? หรือถ้าเป็นคนใกล้ตัวที่คุณต้องให้ความสนใจ ทำไมเขากลับสร้างความกังวลแบบนี้ให้กับคุณ แทนที่จะช่วยหรือส่งเสริม.. คุณไม่ตั้งคำถามกับเรื่องนี้บ้างหรอ? — คำแนะนำของผมคือ "หันกลับมา" แล้วใช้เวลาที่มีโฟกัสไปที่ตัวเราเอง สร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าให้มากขึ้นก่อน

6. ค้นหาความรู้ใหม่ๆ ให้ตัวเองอย่างน้อยหนึ่งเรื่องต่อวันดูซิ
คุณอยากใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เล่าเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ มั้ยล่ะครับ?.. ถ้าไม่ ก็ควรจะให้ความสำคัญกับความรู้สึกนี้ของคนอื่นด้วย และยิ่งถ้าคุณต้องการเป็นเบอร์ต้นๆ ของสายอาชีพ ..การเรียนรู้มันไม่มีที่สิ้นสุด!

7. จัดระเบียบกับชีวิตตัวเองด้วย organization book ดู
บันทึกสิ่งที่ต้อทำ / สิ่งที่ได้เจอ / ไอเดียที่เกิดขึ้น / ปัญหาที่ประสบ / วิธีแก้ไข.. หรืออะไรก็ตามทีที่คุณอยากจะจด ลองเพิ่มพื้นให้ความคิดของสมองดูครับ บางทีเราก็ไม่สามารถจดจำเรื่องราวทั้งหมดของวันได้หรอก ยิ่งถ้าพูดถึงเดือนหรือปี ก็ลืมไปได้เลย.. — อย่างที่ผมเคยแนะนำ "รายละเอียดยิบย่อยที่คุณบันทึก สามารถบ่งบอกลักษณะนิสัยที่คุณเป็นและความสำเร็จที่จะตามมา ..ได้อย่างไม่น่าเชื่อ"

8. ตัดสินใจให้ตัวเองได้แล้วว่าเราเกิดมาเพื่อทำอะไร ?
ความสำเร็จในความหมายของคุณคืออะไรครับ?.. สิ่งที่คุณคิดว่าต้องทำ อยากทำให้ได้ คืออะไรครับ?.. สิ่งที่จะทำให้ชีวิตคุณมีความสุขได้ในทุกๆ วัน คืออะไรครับ?.. — ไม่ต้องสนใจปลายทางว่ามันไกลแค่ไหน เราก็แค่เขียนมันออกมา แล้วปล่อยให้ความมุ่งมั่นนำทางคุณไป..

Cr.Wealth Creation

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

5 สิ่งที่คุณต้องรักษาไว้ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด

1. การยอมรับ
ทั้งในแง่ของสถานการณ์ความเป็นจริงที่เราต้องยอมรับ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราลืมไม่ได้ คือ "การยอมรับในตัวเอง" ที่คุณจะต้องรักษาเอาไว้
ในจังหวะเวลาแบบนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนสับสน คิดไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง รู้สึกชีวิตมันตีบตันไปหมด ..สิ่งแรกที่คุณต้องดึงกลับมาให้เร็วที่สุด "สติ" และการยอมรับก็คือวิธีการใช้สติที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นครับ

2. ความคาดหวัง
"ถ้าคุณต้องการจะเป็นนักมวยที่ดี ทุกหมัดที่คุณปล่อยออกมาต้องเต็มไปด้วยความคาดหวังและความมุ่งมั่น ต่อให้มันจะเป็นเพียงแค่การซ้อมที่อาจให้คุณได้แค่รอยฟกช้ำบนมือก็ตามที"
ที่ผมแนะนำให้เรายังคงคาดหวัง เพราะถ้าเราปล่อยให้จิตใจตัวเองจมไปกับความโกรธ ความพ่ายแพ้ คุณก็จะเริ่มโทษสิ่งอื่น สุดท้ายจะไม่เหลือพื้นที่ว่างใดๆ ให้กับสิ่งใหม่หรือโอกาสใหม่ ที่อาจจะดีกว่า ได้เข้ามาในชีวิต
ความลับ คือ .."คาดหวังแต่ต้องปล่อยวางผล" ให้ได้ในขณะเดียวกัน..

3. คิดบวก(บนความเป็นจริง)
หลายครั้งปัญหาไม่ได้เข้ามาครั้งเดียว แน่นอนว่าความคาดหวังที่มีก็จะต้องลดลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่จะยังคงรักษาระดับความคาดหวังของคุณไว้ได้ ก็คงเป็น "การคิดบวก"
การคิดบวกไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการบ่ายเบี่ยงโฟกัสที่มีให้ยังคงพุ่งตรงไปที่การแก้ปัญหา ไม่ใช่หนีหรือจมอยู่กับปัญหา...
แต่ถึงอย่างนั้นผมมองว่าการคิดเป็นบวกเป็นแค่เพียงตัวช่วย ไม่ใช่ทางออกสุดท้าย.. คุณไม่มีวันคิดบวกแล้วเอาชนะปัญหาได้หากไม่ลงมือทำอะไรบางอย่าง .. "คนที่คิดบวก เขาก็แค่หาวิธีแก้ไขได้เร็วกว่า" เพราะเขารู้ว่าเขาควรสนใจไปที่ตรงไหน ก็เท่านั้นเองครับ

4. เรียนรู้จากมันซิ
ไหนๆ ก็ต้องเจออุปสรรคแล้ว ก็ใช้ปัญหาที่เข้ามาบ่มเพาะความสามารถของเราไปซะเลย! ดูซิเราเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง ..แล้วก็จดไว้ครับ
ครั้งหน้า เราจะได้รู้วิธีหลบ หรือ ลัดข้ามไปในสิ่งที่มันดีกว่า ..เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรไปเสียเวลากับมัน โดยเฉพาะกับเรื่องเดิมๆ
มันต้องมีอะไรให้เราได้เรียนรู้บ้างแหละน่า!

5. อย่ายอมแพ้
ถ้าคุณยอมแพ้ ก็เท่ากับว่าคุณยินดีที่จะจบเกมนี้ลงทันที ..แต่ถ้ายังไม่ คุณก็มีสิทธิที่จะไปต่อ มันก็ทางใดทางหนึ่งตรงหน้าคุณนั่นแหละ
ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนหรอกครับ ไม่ว่าจะ ความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลว ..นั่นคือความจริง และสิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนระลึกไว้เสมอ คือ .."อะไรก็ตามที่ไม่ทำให้เราตาย มันจะทำให้เราแกร่งขึ้นเสมอ"
อย่ายอมแพ้ครับ!

​Cr. Wealth Creation

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

5 ทัศนคติเหลือทน คิดแบบนี้มันถึงไม่สำเร็จสักทีไง!

1. เราไม่เหมาะกับความสำเร็จระดับนั้นหรอก
เป็นความเชื่อที่ปิดกั้นความสามารถของตัวเองอย่างถึงขีดสุด จัดอยู่ในประเภทเดียวกับพวกที่อิจฉาความสำเร็จของคนอื่น ..
ความหมายโดยนัยน์ของความคิดนี้ คือ .."ไม่เอาอ่ะ เราไม่ได้ต้องการสำเร็จแบบนั้น" ..มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อว่า เกลียดอะไรก็ได้อย่างนั้น นะครับ คนละเรื่องเลยล่ะ
"คุณไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย หากคุณไม่ได้รู้สึกยินดีกับความสำเร็จตรงนั้น" ..อย่างแรกเราต้องสร้างความรู้สึกที่ว่าตัวเองคู่ควรก่อน คุณถึงจะเริ่มมองหาวิธีทำเพื่อให้ได้สิ่งๆ นั้น ..นั่นคือคีย์ครับ

2. คนอื่นคงมองว่าเราดูโง่ที่ต้องทำอะไรแบบนั้น
มันไม่ใช่อ่ะ! ผิดมากๆ.. กลายเป็นว่าความสำเร็จของเราถูกตัดสินด้วยความคิดความรู้สึกของคนอื่น อย่างงั้นหรอ?
ถ้าคุณรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้กำลังกดคุณให้ต่ำลงด้วยคำพูด ก็หาทางแยกตัวออกมาเลยครับ เขาไม่ควรค่าแก่การเสียเวลาด้วย คำแนะนำของเขาไม่ได้ช่วยส่งเสริมเราเลย
ยิ่งคุณต้องกังวลภาพพจน์ตรงนี้มากเท่าไหร่ คุณยิ่งห่างไกลความสำเร็จมากเท่านั้น ..ผมแนะนำให้คุณมองหาคนที่มีแนวคิดสนับสนุนเรา ส่งเสริมเรา จะดีกว่า

3. มันช้าเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว
ไม่มีคำว่าสายเกินไปครับ.. ผมว่ามันก็เป็นแค่ข้ออ้างของคนขี้เกียจเท่านั้นแหละ
ทุกสถานการณ์เรามีทางเลือกเสมอ!.. ท่องไว้เลยครับ
“Whether you think you can or you think you can’t, either way you are right.” – Henry Ford
ที่คุณคิดว่ามันสายเกินไป ก็เป็นเพราะว่าคุณยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ เท่านั้นเอง..

4. ที่มีตอนนี้ก็โอเคแล้ว ไม่ต้องอะไรกับมันนักหนาหรอก
อย่าปล่อยให้ความง่าย ความสะดวกสบาย มาปิดกั้นโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เพราะบางทีที่ว่าดีแล้ว ก็ยังมีดีกว่า ..เหนือฟ้ายังมีฟ้า
"ความทะเยอทะยาน" ไม่ใช่ "ความโลภ" ..ความทะเยอทะยานเป็นการท้าทายตัวเอง / ขยายขอบเขต comfort zone ของตัวเอง เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเอง
มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวคุณทั้งนั้นแหละ หรือถ้าคุณคิดว่าตัวเองหมดโอกาสแล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง

5. ถ้าจะทำให้ดีๆ เลย มันจะยุ่งยากกว่านี้อ่ะ ซึ่งตอนนี้ไม่มีอารมณ์ เก็บไว้ทีหลังได้ไหม
มันก็เป็นอีกหนึ่งข้ออ้าง แต่ผมว่าอันนี้แก้ไม่ยาก
แนวคิดนี้น่าจะเกิดจากการที่คุณยังขาดวิสัยทัศน์หรือความต้องการจริงๆ จากสิ่งที่คุณ(คิดว่า)จะทำ
If you really want to do something, you’ll find a way. If you don’t, you’ll find an excuse.” – Jim Rohn
ค้นหาความต้องการของตัวเองให้เจอ แล้วตอบมันให้ชัดเจน.. ลุย!

Cr. Wealth Creation

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

4 แนวคิดเอาชนะความรู้สึก เวลาคุณเจอเรื่องราวแย่ๆ!

1. มันก็ไม่ได้แย่ไปหมดทุกอย่างหรอก
ในข่าวร้ายย่อมมีข่าวดี บางคนมองเห็น แต่หลายคนไม่ ..นั่นซิทำไมล่ะ ?
มันขึ้นอยู่กับว่าคุณให้ความสนใจในเรื่องไหนมากกว่ากัน เวลาเจอเรื่องแย่ ทุกคนหัวเสีย ไม่มีใครอารมณ์ดีได้ตลอดเวลาครับ ..นั่นเป็นความจริง
หลายคนที่ล้มแล้วลุกเร็ว ไม่ใช่ว่าเขาเป็นฮีโร่ มีพรสวรรค์ในการปรับตัวมาแต่เกิด เพียงแค่เขารู้ว่า "เรื่องไหนที่ควรค่าแก่การเสียเวลา" ..เท่านั้นเองครับ

2. ไม่ใช่เรา เขาไม่รู้(จริงๆ)หรอก
คำแนะนำ คำปลอบใจ หรือแม้แต่สายตาเหยียดยามที่ดูถูกเรา มันก็เป็นแค่เพียงการกระทำที่แสดงผ่านมุมมองของคนอื่นครับ
จะมีความสำคัญกับคุณมากน้อยแค่ไหน ก็คงเป็นคุณที่ต้องตัดสินใจ..
คำบางคำ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใส่ใจ ถ้ามันไม่ได้ส่งเสริมเรา ก็โยนทิ้งไปเลยครับ เสียเวลาที่จะมานั่งรับรู้ ..จังหวะนี้คุณต้องใช้เวลาที่มีให้คุ้มค่ามากที่สุด แก้ไขปัญหาสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก่อน

3. ชีวิตไม่ได้จบลงที่ความล้มเหลวในครั้งเดียว
เราไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าเราต้องพบเจอกับความล้มเหลวถึงกี่ครั้งกว่าจะได้จับมือกับชัยชนะ ..แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญ!
เกมชีวิตไม่ได้เล่นกันครั้งเดียว มันไม่ได้มีด่านเดียว ชีวิตเป็นซีรี่ย์มหากาพย์ที่ต้องดูกันยาวๆ ..คำแนะนำของผม คือ ก่อนจะลงเล่นเกม วิเคราะห์ให้ดีก่อนว่าด่านนี้ ตัวร้ายในเกมนี้ มันควรค่าแก่การเสียเวลาของเราแล้วหรือยัง ?
เพราะถ้าไม่.. พลาดไป คือ ความเสียใจ เสียเวลา
แต่ถ้าใช่.. พลาดไป คือ การเรียนรู้
The show must go on and also on the right stage!

4. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลเสมอ
คุณเชื่อในคำพูดของ Steve Jobs ที่ว่า "Connecting the dot." มั้ยครับ ?
“You can't connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future.”
บางทีเหตุผลที่เรากำลังสับสนก็อาจจะเป็นเพราะว่าเรายังมองไม่เห็น เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะสามารถเชื่อมต่อกับจุดที่เราเคยผ่านมาได้อย่างไร
หลายคนลืมไปว่า "การลากเส้นต่อจุด มันจะไม่สิ้นสุดถ้าเราไม่ยกมือขึ้นจากกระดาษ" ..นั่นก็แปลว่า
ขอแค่คุณไม่ยอมแพ้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังคงมีเหตุผลเสมอ..

Cr.Wealth Creation

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

รู้สึกท้อแท้บ่อยๆ ! เฮ้ย.. ลอง 5 วิธีนี้ดู..

1. มองไปรอบๆ โฟกัสไปในสิ่งที่ดี คนที่เก่ง และชีวิตที่เราต้องการ
ท้อบ่อย จะถอดใจหลายรอบ ถ้ามันสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ
ก็แค่ยอมรับมันไปครับ ..เป็นอะไรที่ปกติมาก ไม่ต้องกัวล เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ดูด้อยกว่าคนอื่นเลยแม้แต่น้อย
ผมเข้าใจว่าการต่อสู้กับความรู้สึกนี้มันหิน ถือว่าเป็นด่านคัดคนเลยก็ว่าได้ แต่ขออย่างเดียว คุณอย่ายอมแพ้ ..
ให้ดูคนที่มีชีวิตในแบบที่เราต้องการ ดูผลลัพธ์ที่เขามี แล้วเก็บไว้เป็นแรงผลักดัน ..เราต้องได้อย่างเขา! และเราต้องดียิ่งกว่าเขา!

2. ต้องมีแนวคิดแบบนักพัฒนา
เวลามองอะไร ให้มองหลายๆ ทาง อย่าตัดสินกันเพียงคำตอบสองทางเลือก ความเป็นไปได้มันมีมากกว่านั้น อย่าไปจำกัดตัวเองไว้กับตัวเลือกห่วยๆ
In order to achieve our goals, we often have to get out of our own way.
ชีวิตมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า "เราเกิดมาแล้วได้อะไร" แต่เป็น "เราเกิดมาแล้วอยากมีอะไร" ..ทุกอย่างสร้างขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

3. กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน
เคล็ดลับไหมฟ้าที่คนสำเร็จทั่วโลกใช้กัน คือ "การลงเวลาให้ชัดเจน"
ทำอะไร ? ที่ไหน ? เมื่อไร? กับใคร ? และเพื่ออะไร? ..ต้องชัดเจน เพราะการที่คุณไม่รู้อะไรเลย จำได้แค่เพียงว่าเราต้องเคลื่อนย้ายร่างกายจากบ้านมาที่ทำงาน หลังจากนั้นค่อยว่ากัน..
คุณคิดผิด!
ก็ด้วยเพราะนิสัยแบบนี้ เราเลยรู้สึกว่าชีวิตเราทำอะไรได้น้อย และไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าที่ควร ...ลองเปลี่ยนแปลงตัวเองดูครับ กำหนดสิ่งที่ต้องทำและเวลาให้ชัดเจน แล้วคุณจะพบว่า ไม่ใช่แค่เรื่องงานที่ไปได้ดี เรื่องเล่น เรื่องพัก เรื่องครอบครัว มันก็ผลพลอยได้เต็มๆ!

4. ลองสอนหรือให้ความรู้กับคนอื่นบ้าง
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องสาระมากมาย ขอแค่เป็นเรื่องที่คุณสนใจ ลองเปิดใจ เปิดโอกาสพูดคุยกับคนอื่น แลกเปลี่ยนไอเดียซึ่งกันและกัน
นอกจากความรู้ที่จะเพิ่มขึ้น หนึ่งสิ่งที่คุณจะมองเห็น คือ "ความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น"
เฮ้ย! ไอ้นี่มันก็ยินดีฟังในสิ่งที่เราพูดนี่หว่า
เฮ้ย! เราก็ช่วยเหลือคนอื่นได้นิหว่า
ความมั่นใจ นั่นล่ะสำคัญ!

5. หาอะไรมาจี้ตูดดู
ผมหมายถึง เวลาที่คุณกำหนดเป้าหมายและกำหนดการลงมือทำดูแล้ว ให้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง คือ "หาเรื่องแข่งขัน หรือ bet กับอะไรบางอย่างดู"
เช่น ..แข่งขอเบอร์สาวกับเพื่อนใน 1 ชม. ตามสวนสาธารณะ ใครได้เบอร์น้อยกว่าเลี้ยงข้าว ..อะไรทำนองนี้ครับ
บางครั้งการต่อสู้กับตัวเองมันอาจจะก็ไม่เร้าใจมากพอ ก็หาอะไรสนุกๆ ทำเพิ่มเติม ถ้ามันไม่เสียหายก็ลองทำดูครับ เพราะนอกจากพลังงาน พลังกายที่เพิ่มขึ้น ..หลายๆ อย่างปัจจัยมันก็ทำให้เรามีความมั่นใจเพิ่มขึ้นด้วยนะครับ

Cr. Wealth Creation

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

6 สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่ามาถูกทาง จริงๆ แล้วคุณน่ะดูดีและฉลาดกว่าที่คิด

1. คุณเป็นคนขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็นและชอบตั้งคำถามกับ(แทบจะ)ทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา
คนกลุ่มนี้จะสามารถปรับตัวเข้าหาความเปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุด อาจจะเป็นเพราะตัวเขาเองไม่ได้ยึดติดกับแบบแผน และพร้อมที่จะเผชิญหน้าความแปลกใหม่ของคำถามที่เกิดขึ้น นั่นทำให้เขาพร้อมที่จะลื่นไหลไปตามกระแสน้ำที่พัดผ่านเข้ามา จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะหยิบจับอะไรขึ้นมาสร้างความแปลกใหม่ให้กับคนทั่ว ไป

2. คุณมีเป้าหมาย แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่คุณก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อพิชิตเป้าหมายที่วางไว้
ความสนุก / ความท้าทาย / เอาชนะตัวเอง ..คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำตามเป้าหมาย และก็ดันชอบซะด้วยซิ นั่นคือสิ่งที่คุณจะเห็นได้ในคนกลุ่มนี้ อีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ การเตรียมพร้อม คนกลุ่มนี้จะมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับการตัดสินใจเสมอ เขาจึงรู้ดีว่า "ตัวเราเองต้องมีความพร้อมอยู่เสมอ"

3. คุณหวงแหนเวลาที่มี จะไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่เฉยๆ โดยไม่มีอะไรทำ และบางคนก็ใส่ใจถึงขนาดว่าในช่วงเวลาเดียวต้องทำได้มากกว่าหนึ่งสิ่ง มาร์กดาวไว้สำหรับข้อนี้!
"เวลามีค่ายิ่งกว่าทอง เพราะเขารู้ดีว่าจะหาทองในช่วงเวลาที่มีได้อย่างไร" ..นั่นคือความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ครับ ถึงแม้ทองที่เห็นอาจจะไม่ใช่ในรูปของตัวเงิน แต่รับรองได้เลยว่า ลึกๆ แล้วเขาหวงแหนเวลาถึงขั้นนี้จริงๆ

4. คุณเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือ ถูกไว้วางใจจากคนหลายประเภท ไม่พูดโกหก ไม่พูดเล่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะขี้เล่นไม่ได้นะครับ แต่ที่แน่ๆ คือ เวลาจริงจังก็จริงจัง เวลาเล่นก็เล่นเลย ..เรียกว่าให้ความใส่ใจในคำพูดต่อทุกสถานการณ์ เพราะเขารู้ดีว่า..
"คำพูดของเราสามารถมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนอื่นได้"
ความน่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญ

5. คุณเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จะไม่ยอมให้วันๆ หนึ่งผ่านไปโดยที่เราไม่รู้อะไรเพิ่มขึ้นเลย
คนกลุ่มนี้เชื่อว่า "การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด" และ "ถ้าเราปล่อยให้ตัวเองอยู่กับที่ นั่นหมายความว่าเรากำลังก้าวถอยหลัง"
การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่ภาระหน้าที่ที่ต้องอดทน ถ้ามันไม่ใช่ก็ไปเรียนรู้เรื่องอื่น แล้วเต็มที่กับเรื่องๆ นั้นไปเลย

6. ออกกำลังกายอยู่เสมอ ถึงแม้ช่วงเวลาว่างคุณจะน้อยนิด แต่ก็ยังยินดีที่จะแบ่งปันสรรหาเวลามาออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ บุคคลิกภาพเป็นสิ่งสำคัญ และก็เพราะมันสร้างได้ด้วยการออกกำลังกาย คนกลุ่มนี้จึงให้ความสำคัญต่อรูปร่างและสุขภาพของตัวเอง

"ร่างกายเป็นอะไรที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต" เพราะฉะนั้นแล้ว การดูแลให้ความสำคัญกับสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ถือว่าสำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่มีสุขภาพร่างกายที่ดีแล้ว ต่อให้ไฟแรงแค่ไหน ก็ทำได้ไม่สุด
และคนกลุ่มนี้คงยอมไม่ได้.. ที่ทำได้แค่เพียงนั่งมองในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ความตื่นเต้นในชีวิตจะมะลายหายไปอย่างรวดเร็วเลยล่ะครับ

Cr. Wealth Creation

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2558

5 นิสัยทางการเงิน ถ้าอยากรวยก็ลองทำดู!

1. หยุดมือเติบ
หลายคนใช้จ่ายเกินตัว บางคนรู้ตัว หลายคนไม่รู้
บางคนไม่ค่อยใช้เงินแต่พอมีโอกาสได้ใช้ที เรียกว่าซื้อเผื่อยันปีหน้าเลยหรือไง คือจัดเต็มมาก ชนิดที่ว่าอ้าปากค้างกันไปตามๆ กัน
สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราสามารถเห็นชัดเจนมากในคนมือเติบ คือ ความอยาก.. อยากได้อันนี้อ่ะ อยากกินร้านนั้นอ่ะ อยากไปเที่ยวที่นี้อ่ะ ..เต็มไปหมด คิวจ่ายเงินยาวเป็นหางว่าว
ซึ่งมันก็ไม่ผิดนะครับ ทีนี้ผมเลยคิดว่าเราทุกคนควรจะมีบัญชีเงินใช้เล่นติดตัวกันเอาไว้ คือกันเงินส่วนหนึ่งจากรายได้เข้าบัญชีนี้ เอาไว้ซื้ออะไรก็ได้ที่อยากซื้อ
"มันจะได้ไม่รู้สึกขาดแคลน" แต่ต้องมีวินัยกันหน่อยนะครับ!

2. เก็บเงินเพิ่ม
ทุกวันนี้เราออมเงินกันน้อยมากครับ บางคนไม่มีเงินออมเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งบางอันก็เข้าใจได้ แต่หลายอันยอมรับไม่ได้จริงๆ
"การออมเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่ง" ..ยังคงเป็นเรื่องจริงครับ
การออมส่งผลดีต่อชีวิตเราหลายอย่างครับ หนึ่งในนั้นคือการสร้างวินัย ..ออมน้อย ออมมากไม่สำคัญ ใครออมเร็วกว่าชนะ ..อย่าได้ดูถูกพลังของดอกเบี้ยทบต้นเชียว

3. หาช่องทางลงทุน
อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เลยจำเป็นมากที่เราจะต้องมีช่องทางการลงทุนเป็นของตัวเอง อย่างน้อยก็หนึ่งทางครับ..
กระแสเงินสดจะช่วยให้คุณรวย แต่ถ้าคุณกำลังมองหาความมั่งคั่ง "การลงทุนคือคำตอบ"

4. หลีกเลี่ยงการเป็นหนี้
ถึงแม้หนี้จะแบ่งออกเป็นฝ่ายธรรมะกับอธรรม มีทั้งดีและไม่ดี แต่โดยส่วนตัวผมก็ยังแนะนำให้เราหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้อยู่ดีครับ
ทำไมน่ะหรอ ?
ก็หนี้มันไม่ได้การันตีอนาคตที่ดีของเราเลย แถมยังเป็นการเพิ่มภาระให้ชีวิตของเราอีก สิ่งที่ผมคิดว่าเราควรให้ความสนใจมากกว่า คือ การต่อยอดไอเดีย
สมัยนี้โลกมันเปิดกว้างครับ เราอยู่ในยุคที่เงินเริ่มหาง่ายขึ้นเรื่อยๆ ..คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหญ่ถึงจะสำเร็จ ก้าวเล็กๆ ของคุณก็เปลี่ยนแปลงชีวิตได้เช่นกัน

5. ดูแลสุขภาพ
คุณเชื่อมั้ย?.. ข้อนี้เป็นข้อที่หลายคนละเลยเป็นอย่างมาก เพราะคิดว่าไม่สำคัญ!
ความมั่งคั่งหรือความสำเร็จทางการเงิน ต้องอาศัย "วินัยสูง" ซึ่งแน่นอนเลยว่าถ้าร่างกายของคุณไม่พร้อม ต่อให้ใจพร้อมแค่ไหนก็ไปไม่ถึง
หรือบางที.. สิ่งที่คุณทุ่มทุนสร้างมาทั้งหมด ก็อาจเป็นได้แค่เพียง "ค่ารักษาพยาบาล"

Cr.Wealth Creation

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

10 เรื่องต้องหยุด!.. หากคุณกำลังมองหาความสุขให้ชีวิต

1. คาดหวังกับทุกเรื่อง แถมคาดหวังมากซะด้วยซิ
2. เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่เสมอ แถมไม่เคยคิดจะพัฒนาตัวเองเพิ่มเลยซะด้วยซิ
3. เป็นพวกคิดลบ มีทัศนคติคับแคบ ตัดสินคนอื่นโดยไม่ดูเหตุผล
4. ชอบเก็บเอาไปคิด มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ แค้นใคร ก็เคืองไปจนวันตาย
5. โลกทั้งใบหมุนรอบตัวเราคนเดียว คนอื่นไม่สนใจ เราต้องมาเป็นอันดับแรก
6. ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่เป็น และไม่ค่อยจะสนใจความรู้สึกคนอื่นด้วย
7. กังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นมากเกินไป
8. ชอบทำให้ตัวเองดูเหนือ โดยการกดคนอื่นให้ต่ำลง
9. โทษคนนู้นที คนนี้ที ตัวเองไม่เคยผิดเลย
10. รีบเร่งตลอดเวลา ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง

Cr. : lifehack and Wealth Creation

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

10 ความจริง ที่มหาวิทยาลัยไม่เคยบอกคุณเมื่อตอนเรียนจบ

1. โลกทัศน์ที่คิดว่าดีแล้ว แท้จริงแล้วมันไม่ได้สมบูรณ์แบบ เพราะโลกมันกว้างกว่าที่เราคิด
2. ความคิดของเราไม่ได้ถูกต้องเสมอไป -- จงเรียนรู้ที่จะรับฟังคนอื่นด้วย
3. เราหยุดเรียนรู้ไม่ได้ ถ้าหยุดคือถอยหลังทันที -- มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด คือ มหาลัยชีวิต
4. ในองค์กรใหญ่ๆ แทบจะทุกหน้าที่สามารถแทนที่ได้หมด เพราะฉะนั้นอย่าหลงกลคิดว่าเราสำคัญสุด ถ้าคุณไม่พัฒนาตัวเองให้คู่ควร ไม่นานก็โดนเตะ!
5. เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งๆ นั้นจริงๆ หรอก -- จงเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง
6. ความสัมพันธ์เริ่มจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการวางตัวสำคัญ!
7. การตัดสินใจของคุณส่งผลกระทบต่อคนอื่นด้วย -- คิดอะไรทำอะไร ต้องรอบคอบ และควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วด้วย
8. วิชาการหาเงินไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด -- เราควรเริ่มต้นเก็บเงินให้เร็วที่สุด
9. เราไม่ได้มีเวลามากพอที่จะทำทุกอย่างที่เราอยากทำได้ -- เพราะฉะนั้นต้องเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน
10. ชีวิตจริงไม่ง่าย -- แต่ถ้าเอาจริง มันก็ไม่ได้ยากเกินไป

Source : lifehack

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2558

5 แนวคิดสร้างชีวิตของมหาเศรษฐีจีน Jack Ma - Alibaba

1. คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตและหาประสบการณ์ชีวิต
"เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงาน แต่เป็นการใช้ชีวิตต่างหากล่ะ" เป็นสิ่งที่หม่าย้ำเสมอเวลาถูกสัมภาษณ์
Life is for experiencing the world and helping out other people
เราเกิดมาเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่มาเพื่อแค่ทำงาน'

2. ทัศนคติ สำคัญที่สุด!
ทุกคนเคยทำผิดพลาด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถรับมือกับความผิดพลาดนั้นได้ เพราะ ทัศนคติของเราไม่มีขนาดเท่ากัน หม่าบอกว่า "ทัศนคติของคุณนั้นสำคัญกว่าความสามารถ" และ "การตัดสินใจของคุณนั้นก็สำคัญกว่าความสามารถ"

3. อย่าสร้างศัตรู
โลกนี้จำไม่ได้หรอกว่าคุณพูดอะไรไป แต่จะไม่ลืมสิ่งที่คุณทำ
หม่าบอกว่า "คู่แข่งไม่ใช่ศัตรู แต่เค้าเป็นเพื่อนของเรา เราสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเพื่อนคนนี้ได้ มิหนำซ้ำยังสามารถท้าทายซึ่งกันและกันเพื่อเพิ่มขีดจำกัดศักยภาพที่มีด้วย"
ความเกลียดจะทำให้คุณพ่ายแพ้!

4. จะรวมคนเก่งไว้ด้วยกัน ต้องมีเป้าหมายที่ตรงกัน
คุณไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนคิดเหมือนกันได้หรอก แต่คุณสามารถทำให้ทุกคนก้าวไปทางเดียวกันได้ด้วยเป้าหมายเดียวกันบางที "ทัศนคติ" ก็มีความสำคัญไม่แพ้กับ "ความเป็นผู้นำ"

5. ต้องเป็นคนมองการณ์ไกล
เราต้องมองให้ไกลกว่าจุดที่มันเป็น อย่างน้อยก็หนึ่งเก้าเสมอ
หม่าแนะนำให้เราใช้เวลาในการพัฒนาทักษะการคิดเพื่อให้เฉียบคม เพราะหลายครั้งการตัดสินใจที่ดีก็มาจากทักษะการคิดที่ดีและอีกหนึ่งอย่าง คือ "ความรอบรู้"

ถ้าต้องการจะเป็นคนที่น่าเคารพนับถือ อย่างน้อยเราต้องมีความรู้มากกว่าเฉพาะสิ่งที่ทำ และจะดีมากถ้าเราไม่ได้แค่รู้ตื้นๆ

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เทคนิคการออมเงินของคนเยอรมัน

คุณรู้มั้ยคนเยอรมันสอนลูกตัวเองให้เก็บเงินแบบไหนกัน ?
เพื่อนรุ่นพี่ผมมีกิ๊กเป็นชายชาวเยอรมัน ก่อนหน้ามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนไอเดียเรื่องการออมเงินกัน ผมตกใจมากเพราะ "คนเยอรมันส่วนใหญ่ออมเงินถึง 70% ของรายได้"
ใช่! คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ 70% จริงๆ
"เฮ้ยทำได้ไงอ่ะ อีกแค่ 30% มันจะไปพอใช้ได้ไง" ผมเองก็เกิดคำถามแบบคุณขึ้นในใจนั่นแหละ
ในมุมมองของคุณ คำตอบ ของคำถามนี้มีหน้าตาเป็นแบบไหนครับ
เค้าก็หาเพิ่มกันไง! ..ผมยิ่งอึ้ง ง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ
คนเยอรมันบอกว่า ถ้า 30% ที่เหลือจากรายได้มันไม่พอใช้ ตีความง่ายๆ เลยว่า ถ้าเพิ่มรายได้ไม่ได้ ก็ถึงเวลาที่ต้องทำงานเสริม ไม่งั้นไม่พอกิน
นอกเหนือจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนว่าจำเป็นต้องใช้เงินมากน้อยแค่ไหน
มันเยี่ยมมากเลยนะ เพราะบางคนก็ไม่ถนัดหรอกเรื่องการออม ยิ่งอย่างผมอ่ะตัวใช้เงินเลย ให้หาเงินยังสนุกกว่า ถึงแม้วินัยการออมจะสำคัญ แต่เรื่องจริตของเรานั้นสำคัญกว่า ถ้าไม่สังเกตตัวเอง มันก็เหมือนเราว่ายทวนน้ำ ...เอ๊! ทำไมไม่รวยสักทีว้าา
เฮ้ย! ผมว่าเค้าสอนดีอ่ะ หักดิบแบบนี้ซิถึงได้ผล
อย่างนี้สิถึงน่าเอาแบบอย่าง คนเราไม่เห็นต้องตีกรอบให้ชีวิตตัวเองเลย รายได้น้อยก็หาเพิ่มสิ ทำไมต้องอดอย่างเดียว จำเป็นหรอ..
หาทางซิครับ!
อย่าทำตัวแบบทนๆ ไป หยุดใช้ชีวิตแบบคนไม่มีทางเลือก
อยากได้ชีวิตแบบไหน เลือกเอาเลยครับ ก็มันสิทธิของเราหนิ!

Cr. Wealth Creation

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

7 วิธี ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้เร็วกว่าเพื่อนในรุ่น!

1. ค้นหาความชอบ ความถนัด ของตัวเองให้เร็วที่สุด
2, สนุกที่จะเรียนรู้ใน first-hand experience ทุกครั้ง ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาดไปบ้างก็ตาม
3. รู้จักคนเยอะ มีเครือข่าย network ที่แข็งแรง โดยเฉพาะกับในสายงานที่สนใจและเกี่ยวข้อง
4. มีนิยามความสุขที่ชัดเจน รู้วิธีที่จะทำให้ชีวิตมีสีสันได้โดยไม่ต้องพึ่งอะไรมากมาย
5. ง่าย ไม่ซับซ้อน เพราะมองที่ผลลัพธ์เป็นหลัก
6. ความฝัน-เป้าหมาย สำคัญ!.. เป็นอันดับหนึ่ง
7. อุปสรรค/ปัญหา เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว "อะไรที่เราได้เรียนรู้" สำคัญกว่า "อะไรที่ทำให้เราท้อแท้"

Cr. : Wealth Creation

ทุกคนต่างมุ่งหาความสุข (ลูกโป่ง) ของตัวเอง

ในงานสัมมนาแห่งหนึ่ง ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับลูกโป่งคนละใบ และถูกขอให้เขียนชื่อตัวเองลงบนลูกโป่ง แล้วเอาไปใส่ไว้ในอีกห้องจนเต็ม จากนั้นพิธีกรได้บอกให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา เข้าไปในห้องนั้นแล้วหาลูกโป่งที่มีชื่อตัวเองนำกลับออกมา

ภายใน 5 นาที ห้องนั้นก็เหมือนเกิดจลาจล ทุกคนต่างรีบหาลูกโป่งของตัวเอง เหยียบลูกโป่งคนอื่น ทั้งดึง ทั้งดัน กระทบกระทั่ง ล้มลุกคลุกคลาน สุดท้ายไม่มีใครหาลูกโป่งที่มีชื่อตัวเองอยู่เจอเลย
พิธีกรประกาศให้หยุด แล้วเริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาประกาศให้ทุกคนค่อยๆ หยิบลูกโป่งที่อยู่ตรงหน้า แล้วประกาศเรียกหาเจ้าของชื่อมารับลูกโป่งไป ภายใน 3 นาที ทุกคนได้ลูกโป่งที่มีชื่อของตัวเองครบทุกคน
....................
พิธีกรสรุปให้ฟังว่า สังคมของเราเป็นอย่างนี้ ทุกคนต่างมุ่งหาความสุข (ลูกโป่ง) ของตัวเอง โดยไม่สนใจคนอื่น ไม่เอื้ออาทร ไม่แคร์แม้ต้องเหยียบย่ำความสุขของคนอื่น แต่เมื่อใดที่ทุกคนมอบความสุข (ลูกโป่ง) ให้กับเพื่อนร่วมสังคมก่อนทีละคน ทุกคนจะได้ความสุขเท่าๆ กัน ไม่ตกหล่นแม้แต่คนเดียว

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทุกอย่างอยู่ที่ความคิด

 นั่งเล่นอยู่ดีๆ เจอบทความนี้โผล่ขึ้นมาหน้า Wall FB ก็เลยเอามาแปะไว้

thinking


3 ปีเรียนอนุบาล
6 ปีเรียนประถม
6 ปีเรียนมัธยม
4 ปีเรียนมหาวิทยาลัย

19 ปีเรียนมาเกือบตาย
หมดเงินไปไม่รู้เท่าไร จบมาเป็นขี้ข้าห้องแอร์เงินเดือน 15,000.

เจ้านายก็หน้าหม้อ(บางแห่ง)
เพื่อนร่วมงานแม่งก็ขี้อิจฉ
ไหนจะลูกค้างี่เง่า

ทนๆๆๆๆ
ทนมา3ปี กะจะหาที่ทำงานใหม่
พอได้อ้าว.ว.วว ชิบหาย!!
ที่ใหม่ก็ไม่ต่างจากที่เก่า
เราแค่เปลี่ยนที่ทุกข์

ตื่นมาแทนที่จะได้กินกาแฟอ่านหนังสือที่ชอบก่อน
ต้องรีบร้อนวิ่งไปหาเครื่องตอกบัตร

เที่ยง
อยากกินอาหารร้านโปรดก็ไกล
ทำได้แค่กินข้าวแกงข้างออฟฟิศเพราะกลัวกลับเข้างานไม่ทันเวลา

อยากออกจากงาน วันละ 3 เวลา หลังอาหารก็ทำไม่ได้เพราะ...
ต้องผ่อนรถ ไหนจะค่าบัตรเครดิตอีก2-3ใบ
ลาออกไปมีหวังกลับไปนั่งรถเมลล์เหมือนเดิม

ชีวิตค่อยๆเดินลงทะเล ทีละก้าว
ผ่านไป 10 ปี มีลูกยิ่งต้องระวัง
ตกงานมาไม่ใช่เราคนเดียวที่อดตาย ไปทำงานด้วยความจำยอม
เจ้านายจะโขกสับยังไงก็ต้องทน

แต่ก็แปลกอีกนะ....
เราเจอแบบนี้มา เราก็ดันไป สอนลูกเราต่ออีกว่า "ตั้งใจเรียนนะโตขึ้นจะได้ทำงานดีๆ"

สุดท้ายพอเราตายไป
เราไม่ได้ทิ้งอะไรใว้ให้ลูกเลย

** แต่เราทิ้งลูกจ้างใว้ให้โลกไว้ทำงาน **
** ให้บริษัทคนอื่นให้คนอื่นรวย **
** นั้นคือ ลูกเรา นั้นเอง **

คิดง่ายๆนะ
อาเฮียร้านจักรยาน ตายไป เขาทิ้งกิจการร้านจักรยานใว้ให้ลูก
ลูกรุ่นต่อไปเป็น...เถ้าแก่

ลุงดำ ทำงาน ร้านจักรยานของอาเฮีย ลุงดำตายห่าไป ลุงดำจะมีอะไรทิ้งใว้ให้ลูก?

คนจะรวยคนจะจน
มันไม่ได้ต่างกันที่จำนวนเงิน
มันต่างกันที่วิธีคิด

คุณอยากเห็นตัวเองตอนอายุ 60 เป็นยังไง มันขึ้นอยู่กับการคิดการทำในวันนี้

เลิกทำให้คนอื่นรวย
มาทำให้ตัวเองรวย

แล้วก็อย่ามาโชว์โง่
ด้วยการบอกว่า ค้าขายไม่เป็น
ทำธุรกิจไม่เป็น ออกมาจากท้องแม่ คุณก็ เดิน พูด ไม่เป็น เช่นกัน แต่วันนี้คุณเดิน พูดได้สบายๆ

เรียนรู้ ศึกษา สิครับ
เริ่มจากสิ่งที่ตัวเองชอบอยากทำ
ทำแล้วมีความสุข

แรกๆอาจจะเจ๊ง
เจ๊งก็ช่างมันยิ่งเจ๊งยิ่งเก่ง
เหมือนหัดขี่จักรยานนั้นแหล
ต้องมีล้มบ้าง

เลือกเอา
จะล้มตอนนี้ตอนที่ยังมีแรงลุกได้เร็วหรือล้มตอน อายุ 60 ล้มมานี่ตายเลยนะ ถ้ามัวแต่ รอ รอ รอ.


Credit : YO Thongrek
 
Copyright เปี้ยว All Rights Reserved